นักวิจัย มรภ.สงขลา ศึกษาปริมาณสารคลอโรฟิลล์เอในคลองหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลา พบสารอาหารมากเกินไป แพลงก์ตอนพืชเพิ่มจำนวนรวดเร็ว กระทบคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตอื่น
นายกมลนาวิน อินทนูจิตร อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงงานวิจัยศึกษาปริมาณสารคลอโรฟิลล์เอในคลองหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลาตอนล่างและทะเลสาบสงขลาตอนกลาง ว่า ทะเลสาบสงขลามีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหายูโทรฟิเคชัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสารอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจนและฟอสฟอรัส เป็นเหตุให้แพลงก์ตอนพืชหรือพืชน้ำเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตอื่นในน้ำ จึงได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำออกเป็น 3 บริเวณใหญ่ๆ คือ บริเวณที่ 1 จุดเก็บตัวอย่างน้ำฝั่งตะวันออก บริเวณที่ 2 จุดเก็บตัวอย่างน้ำฝั่งตะวันตก และบริเวณที่ 3 จุดเก็บตัวอย่างน้ำที่เป็นจุดรวมของน้ำ ทั้งหมด 8 จุด นำมาวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมีคือ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง (พีเอช) ค่าความขุ่น ค่าการนำไฟฟ้า ฟอสเฟตรวม ปริมาณสารคลอโรฟิลล์เอ
ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่บริเวณคลองหลวงที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลาตอนล่างกับทะเลสาบสงขลาตอนกลาง มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหายูโทรฟิเคชันและปัญหามลพิษทางน้ำอื่นๆ อย่างรุนแรงในช่วงต้นฤดูฝน (กรกฎาคม-กันยายน) เนื่องจากคลองหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลาตอนล่างกับทะเลสาบสงขลาตอนกลาง มีลำคลองสาขาย่อยเชื่อมต่อมากมาย รวมทั้งลักษณะของลำคลองมีความตื้นเขินส่วนใหญ่ จึงเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช สาหร่าย และพืชน้ำขนาดเล็กต่างๆ รวมทั้งพื้นที่รอบๆ ทั้งสองบริเวณมีการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนในการทำการเกษตร เช่น การทำสวนปาล์มน้ำมัน การทำนา การทำนากุ้ง เป็นต้น จึงมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ มากเกินไป เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝนน้ำได้มีการชะล้างนำพาตะกอนและธาตุอาหารจากหน้าดินไหลลงสู่คลองหลวง จึงเกิดการสะสมของตะกอนและธาตุอาหารในน้ำมีมาก ทำให้แพลงก์ตอนพืชและพืชน้ำขนาดเล็ก เช่น สาหร่าย และ ตะไคร่น้ำเจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จนทำให้สัตว์น้ำตายจำนวนมาก เกิดปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง ปัญหาน้ำเสีย จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในน้ำ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของชุมชนและประชาชนริมน้ำอีกด้วย
นายกมลนาวิน กล่าวว่า จากผลการวิจัยได้มีโอกาสบรรยายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นในทะเลสาบสงขลา ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สงขลา เสนอแนะแก่พื้นที่บริเวณรอบคลองหลวง ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินในเชิงเกษตร จึงควรมีการนำมาตรการการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ รวมทั้งควบคุมการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เพื่อที่จะสามารลดผลกระทบได้ ซึ่งผลการวิจัยที่จัดทำขึ้นได้รับรางวัลบทความวิจัยดีเด่น ภาคบรรยาย ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาครั้งที่ 3 ณ มรภ.สงขลา ไปเมื่อไม่นานมานี้.
April 27, 2026
ชื่อ-สกุล*
อีเมล์*
เว็ปไซต์
แสดงความคิดเห็น
Notify me of follow-up comments by email.
Notify me of new posts by email.
Δ
มรภ.สงขลา วิจัยสารคลอโรฟิลล์เอในทะเลสาบ ห่วงสารอาหารล้น กระทบคุณภาพน้ำ-สิ่งมีชีวิต
นักวิจัย มรภ.สงขลา ศึกษาปริมาณสารคลอโรฟิลล์เอในคลองหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลา พบสารอาหารมากเกินไป แพลงก์ตอนพืชเพิ่มจำนวนรวดเร็ว กระทบคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตอื่น
นายกมลนาวิน อินทนูจิตร อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงงานวิจัยศึกษาปริมาณสารคลอโรฟิลล์เอในคลองหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลาตอนล่างและทะเลสาบสงขลาตอนกลาง ว่า ทะเลสาบสงขลามีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหายูโทรฟิเคชัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสารอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจนและฟอสฟอรัส เป็นเหตุให้แพลงก์ตอนพืชหรือพืชน้ำเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตอื่นในน้ำ จึงได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำออกเป็น 3 บริเวณใหญ่ๆ คือ บริเวณที่ 1 จุดเก็บตัวอย่างน้ำฝั่งตะวันออก บริเวณที่ 2 จุดเก็บตัวอย่างน้ำฝั่งตะวันตก และบริเวณที่ 3 จุดเก็บตัวอย่างน้ำที่เป็นจุดรวมของน้ำ ทั้งหมด 8 จุด นำมาวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพและคุณลักษณะทางเคมีคือ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง (พีเอช) ค่าความขุ่น ค่าการนำไฟฟ้า ฟอสเฟตรวม ปริมาณสารคลอโรฟิลล์เอ
ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่บริเวณคลองหลวงที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลาตอนล่างกับทะเลสาบสงขลาตอนกลาง มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหายูโทรฟิเคชันและปัญหามลพิษทางน้ำอื่นๆ อย่างรุนแรงในช่วงต้นฤดูฝน (กรกฎาคม-กันยายน) เนื่องจากคลองหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบสงขลาตอนล่างกับทะเลสาบสงขลาตอนกลาง มีลำคลองสาขาย่อยเชื่อมต่อมากมาย รวมทั้งลักษณะของลำคลองมีความตื้นเขินส่วนใหญ่ จึงเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช สาหร่าย และพืชน้ำขนาดเล็กต่างๆ รวมทั้งพื้นที่รอบๆ ทั้งสองบริเวณมีการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนในการทำการเกษตร เช่น การทำสวนปาล์มน้ำมัน การทำนา การทำนากุ้ง เป็นต้น จึงมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ มากเกินไป เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝนน้ำได้มีการชะล้างนำพาตะกอนและธาตุอาหารจากหน้าดินไหลลงสู่คลองหลวง จึงเกิดการสะสมของตะกอนและธาตุอาหารในน้ำมีมาก ทำให้แพลงก์ตอนพืชและพืชน้ำขนาดเล็ก เช่น สาหร่าย และ ตะไคร่น้ำเจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จนทำให้สัตว์น้ำตายจำนวนมาก เกิดปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง ปัญหาน้ำเสีย จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในน้ำ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของชุมชนและประชาชนริมน้ำอีกด้วย
นายกมลนาวิน กล่าวว่า จากผลการวิจัยได้มีโอกาสบรรยายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นในทะเลสาบสงขลา ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สงขลา เสนอแนะแก่พื้นที่บริเวณรอบคลองหลวง ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินในเชิงเกษตร จึงควรมีการนำมาตรการการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ รวมทั้งควบคุมการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เพื่อที่จะสามารลดผลกระทบได้ ซึ่งผลการวิจัยที่จัดทำขึ้นได้รับรางวัลบทความวิจัยดีเด่น ภาคบรรยาย ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาครั้งที่ 3 ณ มรภ.สงขลา ไปเมื่อไม่นานมานี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คณะวิทยาศาสตร์ฯ มรภ.สงขลา ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ ติดตามผลการส่งเสริมอาชีพครัวเรือนยากจน ให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
April 27, 2026
“เกษตร” มรภ.สงขลา ถ่ายทอดองค์ความรู้ขยายพันธุ์ต้นส้มจุก Workshop เกษตรกรฝึกตอนกิ่งและปักชำแบบควบแน่น ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของต้นพันธุ์
April 27, 2026
สถาบันวิจัยฯ มรภ.สงขลา จัดอบรม “ฉีก ตัด ปะ ปั้น ...
April 27, 2026
มรภ.สงขลา เชิญชมการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรแมตซ์สำคัญ ทีมรวม VIP สงขลา vs ทีมสถาบันพระปกเกล้า ...
April 27, 2026