ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมุ่งผลการป้องกันปราบปรามการอาชญากรรมที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓, กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ปฏิบัติการระดมกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าตามสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยเน้นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดจนที่ปรากฏในเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ได้แก่ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ไลน์ ฯลฯ และข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน จากการสืบสวนทางออนไลน์ พบข้อมูลว่า ตลาดเซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมมาทานอาหาร และจับจ่ายซื้อสินค้าภายในบริเวณตลาดซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของเชียงใหม่ ในการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า จึงได้บูรณาการกำลัง เพื่อเข้าทลายแหล่งจำหน่ายสินค้าจุดเป้าหมาย ผลปรากฏดังนี้ ตรวจค้นร้านค้าในตลาดเซฟวัน จำนวน 20 จุด จับกุมผู้ต้องหา 11 ราย มูลค่าความเสียหายรวม กว่า ๒๕ ล้านบาท โดยกล่าวหาว่า “เสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของ บุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ” ตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๔ ปี ปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตรวจยึดสินค้าดังนี้ รวมจำนวนกว่า ๑๓,๖๙๐ ชิ้น อาทิ ๑. นาฬิกาแบรนด์เนม เช่น Casio, G-Shock ฯลฯ ๒. กระเป๋าแบรนด์เนม เช่น เช่น หลุยส์ วิตตอง, พราด้า, กุชชี่ ฯลฯ ๓. เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า เข็มขัด แว่นตา หลากหลายยี่ห้อ เช่น Rayban, Oakley, Nike, Adidas, Puma, Levi’s, Fila ฯลฯ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย ปฏิบัติการในครั้งนี้ ศปอส.ตร. ได้ระดมกวาดล้างแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการขยายผลไปยังแหล่งผลิต ผู้ที่นำเข้า จะดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ฝากไปยังผู้ที่ยังดำเนินการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพ ต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ หรือการประกาศขายทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม หากยังดำเนินอยู่ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมดำเนินคดีขยายผลถึงนายทุน ตลอดจนใช้มาตรการยึดทรัพย์ จากความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (13) และมีอัตราโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยหมดไป.
สำนักข่าวบ้านข่าว รายงาน
September 13, 2026
September 12, 2026
September 8, 2026
September 7, 2026
ชื่อ-สกุล*
อีเมล์*
เว็ปไซต์
แสดงความคิดเห็น
Notify me of follow-up comments by email.
Notify me of new posts by email.
Δ
ปฏิบัติการกวาดล้างการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตลาดเซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา
ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมุ่งผลการป้องกันปราบปรามการอาชญากรรมที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓, กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ปฏิบัติการระดมกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าตามสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยเน้นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดจนที่ปรากฏในเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ได้แก่ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ไลน์ ฯลฯ และข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน
จากการสืบสวนทางออนไลน์ พบข้อมูลว่า ตลาดเซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมมาทานอาหาร และจับจ่ายซื้อสินค้าภายในบริเวณตลาดซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของเชียงใหม่ ในการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า จึงได้บูรณาการกำลัง เพื่อเข้าทลายแหล่งจำหน่ายสินค้าจุดเป้าหมาย ผลปรากฏดังนี้
ตรวจค้นร้านค้าในตลาดเซฟวัน จำนวน 20 จุด จับกุมผู้ต้องหา 11 ราย
มูลค่าความเสียหายรวม กว่า ๒๕ ล้านบาท
โดยกล่าวหาว่า “เสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของ บุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ” ตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๔ ปี ปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตรวจยึดสินค้าดังนี้ รวมจำนวนกว่า ๑๓,๖๙๐ ชิ้น อาทิ
๑. นาฬิกาแบรนด์เนม เช่น Casio, G-Shock ฯลฯ
๒. กระเป๋าแบรนด์เนม เช่น เช่น หลุยส์ วิตตอง, พราด้า, กุชชี่ ฯลฯ
๓. เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า เข็มขัด แว่นตา หลากหลายยี่ห้อ เช่น Rayban, Oakley, Nike, Adidas, Puma, Levi’s, Fila ฯลฯ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย
ปฏิบัติการในครั้งนี้ ศปอส.ตร. ได้ระดมกวาดล้างแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการขยายผลไปยังแหล่งผลิต ผู้ที่นำเข้า จะดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ฝากไปยังผู้ที่ยังดำเนินการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพ ต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ หรือการประกาศขายทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม หากยังดำเนินอยู่ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมดำเนินคดีขยายผลถึงนายทุน ตลอดจนใช้มาตรการยึดทรัพย์ จากความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (13) และมีอัตราโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยหมดไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมื่อชุมชนไม่หยุดเรียนรู้…โอกาสใหม่ก็เกิดขึ้นได้เสมอ
September 13, 2026
ท่าอากาศยานหาดใหญ่ขอบคุณสื่อ จัดเวทีพบปะแลกเปลี่ยน เดินหน้าสื่อสารข่าวสารอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
September 12, 2026
หาดทิพย์ รับ CSR Award 2026 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจควบคู่การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน
September 8, 2026
โรงไฟฟ้าขนอมต้อนรับคณะสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
September 7, 2026