วันที่ 25 มิถุนายน 2561 เวลา 1400 พลตรีอาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 เป็นประธานการประชุมแก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบ ณ ห้องประชุมเสนาณรงค์ กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 ค่ายวชิราวุธ ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากเหตุการณ์ผ่านมา
กองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 จับมือสภาททนายเมืองคอนลุยช่วยชาวบ้านเหยื่อนายทุนเงินกู้โหด-พบ “สัญญาปลอม”เป็นช่อง ทางสู้คดีทั้งแพ่งและอาญา-ชาวบ้านเตรียมฟ้องกลับความผิดอาญาสัญญาปลอมฟ้องเกินจริงหลลายสิบเท่า สอบมารยาททนายเตรียมเสนอถอนใบอนุญาตสองทนายความผัวเมีย- ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 เรียกพบสองฝ่าย 25 มิถุนายน 2561 นี้-ลั่นสนองนโยบายรัฐชาลและ คสช.เงินกู้นอกระบบต้องหมดภายใน 6 เดือน
จากกรณีที่นายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลสามตำบล อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำชาวบ้านจาก อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนกว่า 30 คน เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากจากผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเปิดสำนักงานทนายความ เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือ โดยมีทนายความซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจและทนายในสังกัดอีกหลายรายร่วมดำเนินการ ฟ้องร้องชาวบ้านเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเกินจริง เช่น ชาวบ้านยืมเงินกันแค่ 1,000-2,000 บาท แต่กลุ่มนายทุนกลับรับมอบอำนาจและนำสัญญาเงินกู้ของชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลสูงถึงรายละ 1- 3 แสนบาทและหลายรายถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาอีกด้วย มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ฐานะยากจนตกเป็นเหยื่อได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และเข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม อำเภอจุฬาภรณ์ ก่อนจะรวบตัวกันเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน แต่ต่อมานายทุนได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี และชาวบ้านรวมอีก 17 คน ที่ร่วมลงชื่อในเอกสารร้องเรียน พร้อมทั้งผู้สื่อข่าว 3 คนประกอบด้วยนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และ น.ส.กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ เลขานุการศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. และนายยุทธนะ เตมะสิริ กรรมการสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ บิดเบือนหรือเป็นเท็จโดยการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น รวมผู้ต้องหาล็อตแรก 20 คน พนักสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องต่อศาล เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลเมตตาให้ประกันตัวคนละ 20,000 บาท ส่วนอีกสำนวนผู้ต้องหา 1 คนคือนายยุทธนะ เตมะศิริ พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและนัดส่งสำนวนและผู้ต้องหาให้อัยการในวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ตามที่เสนอข่าวไปตามลำดับแล้วนั้น
(11 มิถุนายน 2561)ที่ ร.ต.อ.อรุณ กำลังเกื้อ รอง สวส.สภ.จุฬาภรณ์ จังนครศรีธรรมราช ได้นำสำนวนพร้อมนายยุทธนะ เตมะศิริ ผู้ต้องหาในคดีเดียวกันที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพิ่มเติมส่งเจ้าพนักงานอัยการศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อพิจารณาฟ้องศาลตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้นายยุทธนะ เป็นผู้รับเรื่องร้องทุกข์จากนายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบล อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นำชาวบ้านทั้งหมดเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และแชร์ข่าวจากเพซบุ๊คของนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าว ฯ
ในขณะที่เมื่อ (10 มิถุนายน 2561)ร้านขายข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยว “ป้านิ่ง” บริเวณบ้านปลายนา ริมถนนเอเชีย 41 ตำบลสามตำบล อำเภอจุฬาภรณ์ พลตรีอาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ได้มอบหมายให้ พันเอกวชิรพงษ์ บุญรัตน์ หัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 41 และคณะนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 41 พร้อมกำลังทหาร กองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารที่ 41 รวม 6 นาย เดินทางไปพบกับนายจรวยพงศ์ ผู้ใหญ่และชาวบ้านถูกแจ้งความดำเนินคดีทั้งหมด รวมทั้งนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. พร้อมสื่อมวลชนที่ถูกแจ้งความอีก 2 คน เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและรวบรวมเอกสารหลักฐานเป็นรายบุคล
ในวันเดียวกันนายสุภัทร คชเชน ประธานสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำทีมทนายความจากสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยทนายอาสา (ทนายขอแรง)ที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจัดตั้งให้ช่วยว่าความสู้คดีให้กับชาวบ้านและสื่อมวลชนที่ตกเป็นจำเลยทั้งหมด เดินทางไปพบนายจรายพงศ์ และชาวบ้านที่ตกเป็นจำเลยเพื่อสอบสวนปากคำและรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐานในการสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งทั้งฝ่ายทหารและทนายความได้แยกกันสอบสวนปากชาวบ้านที่ตกเป็นจำเลยทุกคนอย่างละเอียด ท่ามกลางความดีใจของชาวบ้านที่มีฝ่ายทหารและสภาทนายความยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
พันเอกวชิรพงษ์ บุญรัตน์ กล่าวว่า ทราบว่าเรื่องนี้ได้มีการรวมตัวไปร้องเรียนทางสำนักนายกรัฐมนตรีไว้หลายเดือนแล้ว และทางชาวบ้านเข้าใจว่าทางสำนักนายกรัฐมนตรีจะส่งเรื่องมาให้ กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 ดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องนี้ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าไประยะหนึ่ง แต่หลังจากที่ พลตรีอาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ทราบเรื่องก็สั่งการให้นำคณะทหารลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายทหารจะทำการเก็บข้อมูลเบื้องต้นของชาวบ้านที่ถูกนายทุนห้องดำเนินคดีทุกคน จากการสอบสวนในรายละเอียดพบข้อเท็จจริงในหลายกรณี เช่น การยื่นฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายเกินจริง ชาวบ้านยืมเงินกันแค่ไม่กี่พันบาทแต่โดนฟ้องเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ 1-3 แสนบาท การปลอมแปลงลายเซ็นในเอกสารกู้เงิน การต่อเติมข้อความและจำนวนเงินในสัญญา การเรียกเงินอ้างช่วยเหลือวิ่งเต้นคดีต่าง ๆ ในส่วนของเจ้าหนี้มีหลายคนแต่ผู้ฟ้องซื้อสัญญามาแล้วให้เจ้าหนี้ตัวจริงเซ็นมอบอำนาจให้ผู้ฟ้องดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายเกินจริงหลายเท่าทุกราย และทราบข้อมูลว่ามีชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันอีกหลายสิบราย
“ทางทหารคงจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยในคดีแพ่ง เพราะแม้เรื่องจะอยู่ในชั้นศาล แต่เป็นคดีที่สามารถเจรจาตกลงยอมความกันได้ ซึ่งทาง ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ได้นัดผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านแลสื่อมวลชนที่ตกเป็นจำเลยทุกคนไปพบที่ห้องประชุม กองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ในวันที่ 25 มิถุนายน 2561 ณ กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 และจะทำหนังสือเชิญเป็นลายลักษณ์อักษรเชิญอดีตนายตำรวจซึ่งปัจจุบันเป็นทนายความและภรรยา ผู้รับมอบอำนาจมาฟ้องร้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตัวจริงทุกรายที่มอบอำนาจให้อดีตตำรวจและภรรยายื่นฟ้องชาวบ้านไปพบเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย โดยยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยตกลงกันได้หรือไม่อย่างไร แต่เรื่องเงินกุ้นอกระบบทางรัฐบาลและ คสช.มีนโยบายชัดเจนให้ทุกจังหวัดดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ซึ่งในเรื่องนี้นอกจากทาง กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 จะรายงานโดยตรงให้รัฐบาลและ คสช.ทราบแล้ว ทางศูนย์ดำรงธรรมทั้งระดับอำเภอ และจังหวัดจะต้องรายงานให้รัฐบาลและ คสช.ทราบโดยตรงเช่นกัน
ทางด้านนายสุภัทร คชเชน กล่าวว่า การช่วยเหลือในทางคดีแยกออกเป็นในส่วนของคดีแพ่ง และคดีอาญา ในส่วนของคดีแพ่งนั้นตนได้ตรวจสอบทุกคดีพบช่องทางในการต่อสู้คดีให้ชนะได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกรณีสัญญาปลอมซึ่งจะมีกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ไม่ยากนัก ส่วนคดีอาญาพบว่าชาวบ้านที่ถูกแจ้งความส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมลงชื่อร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอจุฬาภรณ์ และมีการนำเอกสารรายงานเหตุการณ์ของ อำเภอจุฬาภรณ์ รายงานให้จังหวัดนครศรีธรรมราชทราบ เอกสารฉบับเดียวกันก็ถูกนำไปร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย และในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไม่ได้ระบุชื่อบุคคลและหน่วยงานใด ๆ ความจริงพนักงานสอบสวนไม่น่าจะรับแจ้งความได้เสียด้วยซ้ำ การต่อสู้คดีทั้งทางแพ่งและอาญาไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งในกรณีการพิสูจน์สัญญาปลอมนั้น หากในที่สุดศาลตัดสินให้ชาวบ้านชนะคดี ต่อไปก็จะว่ากันในเรื่องความผิดคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารสัญญา ชาวบ้านจะกลับมาเป็นโจทก์แจ้งความหรือยื่นฟ้องดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป โดยทางสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช จะร่วมกับทนายอาสา หรือทนายขอแรงที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจัดหาให้จัดตั้งทีมทนายขึ้นมาช่วยเหลือดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป
ประธานสภาทนายคามจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อีกเรื่องที่สำคัญคือการร้องมารยาททนายความ ซึ่งเรื่องนี้ทางสภาทนายความแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมีทนายความบางคนสร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กร ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทนายทั้งประเทศ ทางสภาทนายจะไม่เลี้ยงไว้อย่างแน่นอน จากการตรวจสอบพบว่าอดีตนายตำรวจสอบผ่านได้ตั๋วเป็นทนายว่าความได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทางสภาทนายพบว่าเขาไม่เคยว่าความด้วยตนเองแต่จะจ้างทนายคนอื่น ๆ ว่าความแทนตัวเอง และมีพฤติกรรมหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน สามารถเสนอให้ทางสภาทนายคามแห่งประเทศไทยพิจารณาถอดถอนจากการเป็นทนายความได้ ส่วนฝ่ายภรรยาของอดีตนายตำรวจทราบว่าสอบผ่านรอการพิจารณารับใบอนุญาตหรือรับตั๋วทนาย แต่ทางสภาทนายตรวจสอบพบคุณสมบัติขัดต่อระเบียบเนื่องจากภรรยาอดีตนายตำรวจท่านนี้ถูกฟ้องและศาลล้มละลายกลางสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อประกอบกับพฤติกรรมการเรียกรับเงินจากชาวบ้านวิ่งเต้นคดี การวิ่งเต้นฟ้องร้องชาวบ้านโดยทำตัวเป็นคู่ความเสียเองผิดมารยาททนายความอย่างชัดเจน ซึ่งการสอบสวนแค่คามปรากฏทางสภาทนายความดำเนินการถอดถอนและยับยั้งใบอนุญาตหรือตั๋วทนายได้ โดยมีความเป็นไปได้สูงมากที่สองสามีภรรยาจะถูกสภาทนายความแห่งประเทศไทยลงโทษตามระเบียบตั้งแต่โทษภาคทัณฑ์ ลบชื่อและพักใบอนุญาต โดยในปัจจุบันทนายความที่มีพฤติกรรมในลักษณะนี้มีเยอะ
ผลการประชุม ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ ทางกองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 จะเดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งและจะหาข้อยุติต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบต่อไป.
นักข่าวเดลินิวส์ ที่เข้าร่วมประชุมด้วย เป็นผู้เขียน
สำนักข่าวบ้านข่าว รายงาน
October 27, 2026
October 26, 2026
October 23, 2026
ชื่อ-สกุล*
อีเมล์*
เว็ปไซต์
แสดงความคิดเห็น
Notify me of follow-up comments by email.
Notify me of new posts by email.
Δ
ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ประชุมแก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบ
วันที่ 25 มิถุนายน 2561 เวลา 1400 พลตรีอาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 เป็นประธานการประชุมแก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบ ณ ห้องประชุมเสนาณรงค์ กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 ค่ายวชิราวุธ ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากเหตุการณ์ผ่านมา
กองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 จับมือสภาททนายเมืองคอนลุยช่วยชาวบ้านเหยื่อนายทุนเงินกู้โหด-พบ “สัญญาปลอม”เป็นช่อง ทางสู้คดีทั้งแพ่งและอาญา-ชาวบ้านเตรียมฟ้องกลับความผิดอาญาสัญญาปลอมฟ้องเกินจริงหลลายสิบเท่า สอบมารยาททนายเตรียมเสนอถอนใบอนุญาตสองทนายความผัวเมีย- ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 เรียกพบสองฝ่าย 25 มิถุนายน 2561 นี้-ลั่นสนองนโยบายรัฐชาลและ คสช.เงินกู้นอกระบบต้องหมดภายใน 6 เดือน
จากกรณีที่นายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลสามตำบล อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำชาวบ้านจาก อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนกว่า 30 คน เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากจากผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเปิดสำนักงานทนายความ เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือ โดยมีทนายความซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจและทนายในสังกัดอีกหลายรายร่วมดำเนินการ ฟ้องร้องชาวบ้านเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเกินจริง เช่น ชาวบ้านยืมเงินกันแค่ 1,000-2,000 บาท แต่กลุ่มนายทุนกลับรับมอบอำนาจและนำสัญญาเงินกู้ของชาวบ้านมายื่นฟ้องต่อศาลสูงถึงรายละ 1- 3 แสนบาทและหลายรายถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาอีกด้วย มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ฐานะยากจนตกเป็นเหยื่อได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และเข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม อำเภอจุฬาภรณ์ ก่อนจะรวบตัวกันเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน แต่ต่อมานายทุนได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี และชาวบ้านรวมอีก 17 คน ที่ร่วมลงชื่อในเอกสารร้องเรียน พร้อมทั้งผู้สื่อข่าว 3 คนประกอบด้วยนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และ น.ส.กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ เลขานุการศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. และนายยุทธนะ เตมะสิริ กรรมการสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ บิดเบือนหรือเป็นเท็จโดยการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น รวมผู้ต้องหาล็อตแรก 20 คน พนักสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องต่อศาล เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลเมตตาให้ประกันตัวคนละ 20,000 บาท ส่วนอีกสำนวนผู้ต้องหา 1 คนคือนายยุทธนะ เตมะศิริ พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและนัดส่งสำนวนและผู้ต้องหาให้อัยการในวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ตามที่เสนอข่าวไปตามลำดับแล้วนั้น
(11 มิถุนายน 2561)ที่ ร.ต.อ.อรุณ กำลังเกื้อ รอง สวส.สภ.จุฬาภรณ์ จังนครศรีธรรมราช ได้นำสำนวนพร้อมนายยุทธนะ เตมะศิริ ผู้ต้องหาในคดีเดียวกันที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพิ่มเติมส่งเจ้าพนักงานอัยการศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อพิจารณาฟ้องศาลตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้นายยุทธนะ เป็นผู้รับเรื่องร้องทุกข์จากนายจรายพงศ์ ศักดิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบล อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นำชาวบ้านทั้งหมดเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และแชร์ข่าวจากเพซบุ๊คของนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าว ฯ
ในขณะที่เมื่อ (10 มิถุนายน 2561)ร้านขายข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยว “ป้านิ่ง” บริเวณบ้านปลายนา ริมถนนเอเชีย 41 ตำบลสามตำบล อำเภอจุฬาภรณ์ พลตรีอาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ได้มอบหมายให้ พันเอกวชิรพงษ์ บุญรัตน์ หัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 41 และคณะนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 41 พร้อมกำลังทหาร กองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารที่ 41 รวม 6 นาย เดินทางไปพบกับนายจรวยพงศ์ ผู้ใหญ่และชาวบ้านถูกแจ้งความดำเนินคดีทั้งหมด รวมทั้งนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. พร้อมสื่อมวลชนที่ถูกแจ้งความอีก 2 คน เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและรวบรวมเอกสารหลักฐานเป็นรายบุคล
ในวันเดียวกันนายสุภัทร คชเชน ประธานสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำทีมทนายความจากสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยทนายอาสา (ทนายขอแรง)ที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจัดตั้งให้ช่วยว่าความสู้คดีให้กับชาวบ้านและสื่อมวลชนที่ตกเป็นจำเลยทั้งหมด เดินทางไปพบนายจรายพงศ์ และชาวบ้านที่ตกเป็นจำเลยเพื่อสอบสวนปากคำและรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐานในการสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งทั้งฝ่ายทหารและทนายความได้แยกกันสอบสวนปากชาวบ้านที่ตกเป็นจำเลยทุกคนอย่างละเอียด ท่ามกลางความดีใจของชาวบ้านที่มีฝ่ายทหารและสภาทนายความยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
พันเอกวชิรพงษ์ บุญรัตน์ กล่าวว่า ทราบว่าเรื่องนี้ได้มีการรวมตัวไปร้องเรียนทางสำนักนายกรัฐมนตรีไว้หลายเดือนแล้ว และทางชาวบ้านเข้าใจว่าทางสำนักนายกรัฐมนตรีจะส่งเรื่องมาให้ กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 ดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องนี้ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าไประยะหนึ่ง แต่หลังจากที่ พลตรีอาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ทราบเรื่องก็สั่งการให้นำคณะทหารลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายทหารจะทำการเก็บข้อมูลเบื้องต้นของชาวบ้านที่ถูกนายทุนห้องดำเนินคดีทุกคน จากการสอบสวนในรายละเอียดพบข้อเท็จจริงในหลายกรณี เช่น การยื่นฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายเกินจริง ชาวบ้านยืมเงินกันแค่ไม่กี่พันบาทแต่โดนฟ้องเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ 1-3 แสนบาท การปลอมแปลงลายเซ็นในเอกสารกู้เงิน การต่อเติมข้อความและจำนวนเงินในสัญญา การเรียกเงินอ้างช่วยเหลือวิ่งเต้นคดีต่าง ๆ ในส่วนของเจ้าหนี้มีหลายคนแต่ผู้ฟ้องซื้อสัญญามาแล้วให้เจ้าหนี้ตัวจริงเซ็นมอบอำนาจให้ผู้ฟ้องดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายเกินจริงหลายเท่าทุกราย และทราบข้อมูลว่ามีชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันอีกหลายสิบราย
“ทางทหารคงจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยในคดีแพ่ง เพราะแม้เรื่องจะอยู่ในชั้นศาล แต่เป็นคดีที่สามารถเจรจาตกลงยอมความกันได้ ซึ่งทาง ผู้บัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ได้นัดผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านแลสื่อมวลชนที่ตกเป็นจำเลยทุกคนไปพบที่ห้องประชุม กองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 ในวันที่ 25 มิถุนายน 2561 ณ กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 และจะทำหนังสือเชิญเป็นลายลักษณ์อักษรเชิญอดีตนายตำรวจซึ่งปัจจุบันเป็นทนายความและภรรยา ผู้รับมอบอำนาจมาฟ้องร้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตัวจริงทุกรายที่มอบอำนาจให้อดีตตำรวจและภรรยายื่นฟ้องชาวบ้านไปพบเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย โดยยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยตกลงกันได้หรือไม่อย่างไร แต่เรื่องเงินกุ้นอกระบบทางรัฐบาลและ คสช.มีนโยบายชัดเจนให้ทุกจังหวัดดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ซึ่งในเรื่องนี้นอกจากทาง กองบัญชาการควบคุมมณฑลทหารบกที่ 41 จะรายงานโดยตรงให้รัฐบาลและ คสช.ทราบแล้ว ทางศูนย์ดำรงธรรมทั้งระดับอำเภอ และจังหวัดจะต้องรายงานให้รัฐบาลและ คสช.ทราบโดยตรงเช่นกัน
ทางด้านนายสุภัทร คชเชน กล่าวว่า การช่วยเหลือในทางคดีแยกออกเป็นในส่วนของคดีแพ่ง และคดีอาญา ในส่วนของคดีแพ่งนั้นตนได้ตรวจสอบทุกคดีพบช่องทางในการต่อสู้คดีให้ชนะได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกรณีสัญญาปลอมซึ่งจะมีกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ไม่ยากนัก ส่วนคดีอาญาพบว่าชาวบ้านที่ถูกแจ้งความส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมลงชื่อร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอจุฬาภรณ์ และมีการนำเอกสารรายงานเหตุการณ์ของ อำเภอจุฬาภรณ์ รายงานให้จังหวัดนครศรีธรรมราชทราบ เอกสารฉบับเดียวกันก็ถูกนำไปร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย และในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไม่ได้ระบุชื่อบุคคลและหน่วยงานใด ๆ ความจริงพนักงานสอบสวนไม่น่าจะรับแจ้งความได้เสียด้วยซ้ำ การต่อสู้คดีทั้งทางแพ่งและอาญาไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งในกรณีการพิสูจน์สัญญาปลอมนั้น หากในที่สุดศาลตัดสินให้ชาวบ้านชนะคดี ต่อไปก็จะว่ากันในเรื่องความผิดคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารสัญญา ชาวบ้านจะกลับมาเป็นโจทก์แจ้งความหรือยื่นฟ้องดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป โดยทางสภาทนายความจังหวัดนครศรีธรรมราช จะร่วมกับทนายอาสา หรือทนายขอแรงที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจัดหาให้จัดตั้งทีมทนายขึ้นมาช่วยเหลือดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป
ประธานสภาทนายคามจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อีกเรื่องที่สำคัญคือการร้องมารยาททนายความ ซึ่งเรื่องนี้ทางสภาทนายความแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมีทนายความบางคนสร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กร ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทนายทั้งประเทศ ทางสภาทนายจะไม่เลี้ยงไว้อย่างแน่นอน จากการตรวจสอบพบว่าอดีตนายตำรวจสอบผ่านได้ตั๋วเป็นทนายว่าความได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทางสภาทนายพบว่าเขาไม่เคยว่าความด้วยตนเองแต่จะจ้างทนายคนอื่น ๆ ว่าความแทนตัวเอง และมีพฤติกรรมหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน สามารถเสนอให้ทางสภาทนายคามแห่งประเทศไทยพิจารณาถอดถอนจากการเป็นทนายความได้ ส่วนฝ่ายภรรยาของอดีตนายตำรวจทราบว่าสอบผ่านรอการพิจารณารับใบอนุญาตหรือรับตั๋วทนาย แต่ทางสภาทนายตรวจสอบพบคุณสมบัติขัดต่อระเบียบเนื่องจากภรรยาอดีตนายตำรวจท่านนี้ถูกฟ้องและศาลล้มละลายกลางสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อประกอบกับพฤติกรรมการเรียกรับเงินจากชาวบ้านวิ่งเต้นคดี การวิ่งเต้นฟ้องร้องชาวบ้านโดยทำตัวเป็นคู่ความเสียเองผิดมารยาททนายความอย่างชัดเจน ซึ่งการสอบสวนแค่คามปรากฏทางสภาทนายความดำเนินการถอดถอนและยับยั้งใบอนุญาตหรือตั๋วทนายได้ โดยมีความเป็นไปได้สูงมากที่สองสามีภรรยาจะถูกสภาทนายความแห่งประเทศไทยลงโทษตามระเบียบตั้งแต่โทษภาคทัณฑ์ ลบชื่อและพักใบอนุญาต โดยในปัจจุบันทนายความที่มีพฤติกรรมในลักษณะนี้มีเยอะ
ผลการประชุม ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ ทางกองบัญชาการควบคุม มณฑลทหารบกที่ 41 จะเดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งและจะหาข้อยุติต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบต่อไป.
สำนักข่าวบ้านข่าว รายงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ท่าอากาศยานหาดใหญ่ให้การต้อนรับผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารสำนักงานภาคสงขลา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะ
October 27, 2026
โรงไฟฟ้าขนอม คว้ารางวัล “องค์กรส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมภาคธุรกิจ ระดับจังหวัด” ประจำปี 2569
October 26, 2026
ท่าอากาศยานหาดใหญ่ร่วมแสดงความยินดีพนักงาน 47 คน ในโอกาสได้รับการปรับระดับตำแหน่ง
October 26, 2026
โรงไฟฟ้าขนอม ร่วมพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2569
October 23, 2026